สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ครับ บทความนี้เป็นบทความแรกที่ผมได้มีโอกาสมาเขียนบน Medium Platform นี้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขอภัยทุกท่านล่วงหน้าด้วยนะครับ

บทความนี้เป็นการรีวิวเกี่ยวกับการสอบ Practical AI Pentest Associate (PAPA) Certificate ของค่าย TCM Security ที่ผมมีโอกาสสอบไปในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาครับ โดยจะขอแบ่งหัวข้อออกเป็น 4 ส่วนเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถแบ่งช่วงของบทความนี้ได้ตามลำดับและสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังต่อไปนี้ครับ

  1. แรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้น
  2. คอร์สเรียน
  3. การเรียนและการเตรียมตัวสอบ
  4. การสอบ

===1. แรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้น===

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าส่วนตัวผมรู้จักค่าย TCM Security มานานแล้วครับ เคยมีเรียนคอร์สของค่ายนี้ช่วงเตรียมตัวสอบ OSCP+ มาอยู่ประมาณ 3 คอร์สเพื่อปูพื้นฐานก่อนไปสอบสอบ OSCP+ ครับ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้ตามข่าวเกี่ยวกับคอร์สใหม่ๆหรือ Certificate ใหม่ๆของค่ายนี้ต่อเลย เนื่องจากไปโฟกัสเรื่องสอบ OSCP+ แล้วก็มาโฟกัสการเรียนและทดลองเรื่อง Automation + AI ตามที่ตัวเองสนใจหลังจากสอบเสร็จ

แต่เมื่อช่วงต้นปี 2026 นี้พอดีมีโอกาสทำงานร่วมกับน้องๆในทีมแล้วได้ยินน้องๆคุยกันแล้วน้องพูดคำว่า "PAPA Cert" ซึ่งชื่อไปพ้องเสียงกับคำว่า "ป๊ะป๋า" ที่แปลว่า "พ่อ" ก็เลยสงสัยเพราะว่าชื่อแปลกหูดี ด้วยความสนใจก็ถามน้องๆไปว่า "PAPA Cert คืออะไรหรอ ชื่อแปลกจัง" (ตอนนั้นถามแบบซื่อๆเลยครับ ฮ่าๆ) น้องๆก็เลยอธิบายให้ฟังว่า "PAPA Cert" จริงๆแล้วคือ Practical AI Pentest Associate (PAPA) Certificate ของค่าย TCM Security จะเป็นการสอบแบบ Hand-On จริงเกี่ยวกับการทำ AI Penetration Testing ถ้าซื้อ Voucher เพื่อจะสอบ Certificate ตัวนี้แล้วเค้าจะมีคอร์สมาให้มาให้เรียนก่อนสอบด้วย ซึ่งน้องๆก็เปิด Course Syllabus ให้ดูครับ ตอนนั้นพอผมได้เห็น Course Syllabus แล้วน่าสนใจมาก เพราะว่าด้วยความที่ตัวเองได้เรียนและทดลองเรื่อง Automation + AI มาประมาณนึงก็เลยคุ้นเคยกับคำศัพท์เกี่ยวกับ AI มาพอสมควร และคิดว่าหัวหัวข้อตาม Course Syllabus นี้คงจะมีประโยชน์ต่อการทำงานทางด้าน Cyber Security พอสมควรก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของ Journey นี้ครับ

===2. คอร์สเรียน===

สำหรับราคา Voucher ของ PAPA Certificate นั้นราคาจะอยู่ที่ 249 USD (ราคา ณ วันที่ 9 May 2026) ซึ่งเมื่อซื้อแล้วสิ่งที่จะได้รับ ได้แก่

  • คอร์สเรียน 2 คอร์ส คือ AI 100 Fundamentals และ AI Hacking 101 สามารถ Access แบบ On — Demand เข้าไปเรียนได้ 12 เดือนนับจากวันที่ซื้อ
  • Hand-On Local Labs (เป็น Lab ที่ใช้ประกอบการเรียน ทาง TCM Security จะให้ Material ที่จำเป็นต่อการ Setup มาให้เรา Setup Lab บนเครื่องตัวเองครับ)
  • Voucher สำหรับสอบ PAPA Certificate มีอายุ 12 เดือนนับจากวันที่ซื้อ ซึ่งถ้าสอบไม่ผ่านครั้งแรก สามารถ Retake ได้ฟรี 1 ครั้ง

ซึ่งรายละเอียดสามารถเข้าไปดูได้ที่ https://certifications.tcm-sec.com/papa/ ครับ

None
None

ในส่วนของคอร์สเรียนนั้นผมขออนุญาตเล่าแบบคร่าวๆดังนี้ครับ

AI 100: Fundamentals

คอร์สนี้เป็นการปูพื้นฐานเรื่อง AI ครับจะสอนตั้งแต่พื้นฐานของ AI เริ่มมาตั้งแต่ Neuron Network คืออะไร ทำงานอย่างไร มาจึงถึงยุค LLM ในปัจจุบัน โดยอธิบายว่า LLM คืออะไร ทำงานของอย่างไร LLM Architecture เป็นอย่างไร การติดตั้ง Local LLM ด้วย Ollama การใช้ Ollama API อธิบายเกี่ยวกับ System Prompts ไปจนถึง Temperature และ Top-p ซึ่ง Instructor อธิบายไม่ซับซ้อน ไม่ลงลึกในสมการคณิตศาสตร์ เข้าใจง่าย เน้นให้พอเข้าใจพื้นฐานเพื่อให้เข้าใจการทำงานของ AI เบื้องต้นเพื่อนำไปต่อยอดกับคอร์ส AI Hacking 101 สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน AI มาก่อนก็เข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยากครับ

AI Hacking 101

คอร์สนี้เป็นคอร์สต่อยอดจากคอร์ส AI 100: Fundamentals โดยคอร์สนี้จะลงลึกเรื่องของการทดสอบเจาะระบบ AI (AI Penetration Testing) ประกอบด้วย

  • การเตรียมการ Take Note ในการทำ AI Penetration Testing
  • AI Threats Model ต่างๆ AI Security Framework ที่สำคัญ ได้แก่ OWASP LLM Top 10 และ Mitre ATLAS Framework
  • การทำ Recon และหา Fingerprint ของ LLM
  • Prompt Injection
  • Jailbreaking
  • Harmful/Wasteful Output Testing
  • Role-Based Access Controls Testing
  • Excessive Agency Testing
  • Retrieval-Augmented Generation (RAG) and Security Testing

โดยการทำ Lab ในคอร์สนี้ทาง Instructor จะสอนโดยใช้การลำดับตาม Rule of Engagement หรือ ROE (เอกสารที่กำหนด Scope ในการทดสอบเจาะระบบ) ทำเสมือนว่าผู้เรียนได้ทดสอบเจาะระบบไปตาม Scope การทำงานจริงตามที่กำหนดใน ROE ครับ (ซึ่งการทำความเข้าใจเอกสาร ROE นั้นสำคัญมากๆทั้งในการทำงานจริงและการสอบของค่าย TCM Security ครับเพราะถ้าทดสอบไม่ครบถ้วนตาม Scope ที่เอกสาร ROE กำหนดไว้ถ้าเป็นการทำงานจริงก็อาจจะทำให้การทดสอบให้ลูกค้าไม่ครบถ้วนหรือละเมิดข้อห้ามตามข้อตกลงที่ลูกค้าทำสัญญาไว้การอาจจะทำให้มีปัญหากับลูกค้าได้ แต่ถ้าเป็นการสอบของค่าย TCM Security ก็อาจส่งผลต่อการสอบได้เพราะว่าอาจจะเผลอทดสอบบางอย่างไม่ครบถ้วนและพลาดจุดสำคัญได้ครับ) สำหรับ Lab Material ที่ทาง TCM Security ให้มานั้นสามารถปรับระดับของ Security Level ของ LLM Application ได้ตั้งแต่ระดับ 1 (Weakest) ถึงระดับ 5 (Strongest) ให้ได้ลองฝึกครับ ส่วนตัวแนะนำให้ลองปรับระดับ Lab แล้วฝึกทดสอบดูนะครับ จะได้เห็นถึงความแตกต่างของผลการทดสอบและจะได้พยายามฝึกลองหาเทคนิคเพิ่มเติมในการทดสอบเจาะระบบเพื่อให้สามารถเจาะหาช่องโหว่ในแต่ละระดับได้ ซึ่งจะทำให้มีเทคนิคและไอเดียที่หลากหลายมากขึ้นเวลาสอบครับ

สำหรับ Course Syllabus ของทั้ง 2 คอร์ส สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ตาม Link ต่อไปนี้ครับ

AI 100: Fundamentals — https://learn.educate360.com/courses/ai-100-fundamentals

AI Hacking 101 — https://learn.educate360.com/courses/ai-hacking-101-on-demand

ในส่วนของ System Requirement ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำ Lacal Lab อ้างอิงตามที่คอร์ส AI 100: Fundamentals ระบุไว้ (ใช้ได้ทั้งกับ AI 100: Fundamentals และ AI Hacking 101) มีดังนี้ครับ

  • A computer with the ability to run a virtual machine (VMWare or Virtual Box)
  • 16 GB of RAM (however, 32 is recommended)
  • At least 100GB of free storage space for virtual machine installation and to install local models

สำหรับผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำ Lacal Lab นั้นควรจะต้องมี GPU ด้วยนะครับเพราะว่าต้องรัน LLM Model บนเครื่องด้วยโปรแกรม Ollama ด้วย ไม่อย่างนั้นจะรัน LLM Model ขนาด 7B แทบไม่ได้เลย สำหรับ Harddisk ถ้าเป็น SSD ได้จะดีกว่าครับ

หมายเหตุ ถ้าใครที่พอจะมีประสบการเรื่อง AI Penetration Testing มาก่อนแล้วจะข้ามไปก็ได้นะครับ เพราะว่าทาง TCM Security ไม่ได้บังคับ ถ้าใครพร้อมอยู่แล้วก็สามารถข้ามไปสอบเลยก็ได้

===3. การเรียนและการเตรียมตัวสอบ===

สำหรับการเรียนนั้นผมเรียนตามลำดับคอร์สเลยคือ AI 100: Fundamentals และ AI Hacking 101 เนื่องจากไม่เคยทำ AI Penetration Tesing มาก่อนเลยจึงอยากปูพื้นฐานให้พร้อมไปตามลำดับครับ และก็ทำ Lab ตาม Instructor ทั้งหมดและทำซ้ำจนเข้าใจว่าที่ Instructor สอยนั้นทำไปเพื่ออะไรและได้เป็นอย่างไร ทั้งนี้ก็ได้ทำ Cheat Sheet คำสั่ง Prompt ที่สำคัญที่ใช้ในการทดสอบในแต่ละหัวข้อไว้เพื่อใช้ในการสอบด้วย (ซึ่งก็หาจากแหล่งต่างๆเพิ่มเติมด้วยนอกเหนือจากที่สอนในคอร์ส)

สำหรับการเตรียมตัวสอบนั้น แนื่องจาก Lab Material ที่ทาง TCM Security ให้มานั้นสามารถปรับระดับของ Security Level ของ LLM Application ได้ตั้งแต่ระดับ 1 (Weakest) ถึงระดับ 5 (Strongest) ผมจึงพยายามเน้นทำ Lab ทุก Security Level เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างของผลการทดสอบในแต่ละ Security Level และจะได้พยายามฝึกลองหาเทคนิคเพิ่มเติมในการทดสอบเจาะระบบเพื่อให้สามารถเจาะหาช่องโหว่ในแต่ละระดับได้ ซึ่งจะทำให้มีเทคนิคและไอเดียที่หลากหลายมากขึ้นเวลาสอบครับ ซึ่งทั้งการเรียนและการเตรียมตัวสอบนั้นผมก็อาศัยเวลาแบ่งหลังเลิกงานวันละ 2–3 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ถ้าเป็นวันหยุดก็อาจจะแบ่งเวลา 4–6 ชั่วโมงครับ (หรือมากกว่านี้ถ้ารู้สึกมีไฟในการเรียนครับ ฮ่าๆ)

===4. การสอบ===

สำหรับการสอบนั้นเป็นการสอบแบบ Hand-On จริงเกี่ยวกับการทำ AI Penetration Testing โดยทาง TCM Security จะให้เวลา 2 วันในการสอบและอีก 2 วันในการเขียนและ Submit ตัว Exam Report ครับ ในการสอบนั้นทาง TCM Security จะมี Exam Lab Environment มาให้พร้อมกับไฟล์ VPN ในการเชื่อมต่อกับ Exam Lab Environment ครับ ซึ่งการสอบนั้นเป็น On Demand สามารถกด Start Exam Lab Environment เมื่อไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้อง Booking วันสอบล่วงหน้า (แต่ว่าถ้ากด Start แล้วเวลาจะนับไปเรื่อยๆจนหมดเวลาสอบนะครับ ไม่สามารถขอ Pause เวลาได้) โดยจำเป็นการจำลองสถานการณ์เสมือนว่ามีลูกค้ามาจ้างให้ดำเนินการทำ AI Penetration Testing ระบบ LLM Applcation และจะมีเอกสาร Rule of Engagement (ROE) ที่กำหนด Scope การทดสอบมาให้ครับ การสอบไม่มี Proctor ที่คอยมา Monitor หน้าจอของเราเวลาสอบครับ และอนุญาตให้ใช้เทคนิคต่างๆที่ถนัดได้เต็มที่ไม่จำกัด และไม่มีการเก็บ Flag (No CTF) หมายความว่าจะไม่มีอะไรที่บอกใบ้ว่าเราหาช่องโหว่ได้ถูกต้องหรือครบแล้วหรือยังไม่ครบ ซึ่งจะเหมือนกับการทำ Penetration จริงๆในระบบทั่วไป แต่ทั้งนี้ถ้าหากเจอประเด็นอะไรที่คิดว่าเป็นช่องโหว่ในระหว่างการสอบก็ต้องจะต้อง Reproduce ขั้นตอนการหาช่องโหว่และพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นช่องโหว่จริงเพื่อเขียนอธิบายใน Exam Report ให้ได้เพื่อที่ทางทาง TCM Security ให้คะแนนครับ

สำหรับผมมีข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับเวลาสอบดังนี้ครับ

1. อ่านเอกสาร Rule of Engagement (ROE) ให้ละเอียดและทำความเข้าใจให้ถูกต้องครบถ้วน

เพราะถ้าอ่านไม่ละเอียดและไม่ทำความเข้าใจ Scope ที่กำหนดมาฝนเอกสาร ROE อาจจะทำให้ทดสอบไม่ครบและพลาดจุดที่สำคัญไป รวมถึงอาจจะเขียน Exam Report ไม่ถูกต้องและครอบคลุมสิ่งที่ข้อสอบต้องการ อาจจะส่งผลทำให้สอบไม่ผ่านได้

2. หาเวลา Break ระหว่างสอบเป็นช่วงๆ

เพราะว่าบางครั้งพอเราใช้สมองอย่างต่อเนื่องยาวนาน สมองจะล้าและตึงเครียดครับ ซึ่งจะส่งผลให้เราคิดอะไรต่อไม่ออกตามไปด้วย ดังนั้นการฝืนพยายามนั่งทดสอบต่อไปเรื่อยๆอาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อเราขึ้นมาเลยครับ สำหรับผมตอนสอบทำประมาณ 18 ชั่วโมงแรกหาช่องโหว่ได้บางส่วนแต่ Severity (ความรุนแรง) ไม่สูงเท่าไร แต่พอได้นอนพักไปประมาณ 4 ชั่วโมงและมารับประทานอาการมื้อกลางวัน จู่ๆก็เกิดไอเดียพลิกแพลงพอกลับมาสอบต่อก็หาช่องโหว่รุนแรงได้มากขึ้นหลายช่องโหว่เลยครับ ดังนั้นการหาเวลา Break ระหว่างสอบเป็นช่วงๆและทำให้ตัวเองและสมองได้ผ่อนคลายจะช่วยให้เรามีไอเดียในการสอบและทำข้อสอบได้ต่อเนื่องสำหรับการสอบ Hand-On ที่ใช้เวลาหลายวันแบบนี้ครับ

3. ทำให้ตัวเองผ่อนคลาย

โดยอาจจะเปิดเพลงที่ชอบฟังไปด้วยระหว่างที่สอบก็ได้ครับ ไม่ได้ผิดกติกาแต่อย่างใด เพราะการที่ตัวเราเองผ่อนคลายก็จะช่วยให้สมองผ่อนคลายไปด้วยและอาจจะช่วยลดความตื่นเต้นลงไปได้ในระดับนึง

4. อย่าเพิ่ง Panic ถ้าช่วงหลายชั่วโมงแรกยังหาช่องโหว่ไม่ได้มากเท่าไร

ค่อยๆลองทำไปเรื่อยๆเพื่ออุ่นเครื่องแล้วหาเวลา Break ระหว่างสอบเป็นช่วงๆแล้วจะมีไอเดียมากขึ้นครับ เพราะบางครั้งช่วงแรกอาจจะยังมีความตื่นเต้นอยู่ (ข้อนี้เป็นข้อที่ดูพูดง่ายแต่ทำยากอยู่ครับ เพราะว่ามีเวลามากดดัน แต่ค่อยๆลองซ้อมทำก่อนสอบดูก็ได้ครับ แต่จากที่เคยสอบ Hand-On มาหลายๆ Certificate สำหรับผมมักจะเจอสถานการณ์ประมาณนี้ แต่พอเหมือนได้อุ่นเครื่องและ Break ระหว่างสอบสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นครับ)

5. อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป

โดยเฉพาะเรื่องผลการสอบ สำหรับทุกคนผมเชื่อว่าทุกคนอยากสอบผ่านตั้งแต่การสอบในครั้งแรกอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังและความกดดันซึ่งบางทีอาจจะคิดไปถึงขั้นที่ว่ากลัวโดนคนอื่นสบประมาทตัวเองถ้ารู้ว่าสอบไม่ผ่านไปเลยก็เป็นไปได้ซึ่งจะยิ่งกดดันหนักขึ้นไปอีก ผมจึงอยากจะบอกกับทุกท่านว่า การสอบไม่ผ่านในครั้งแรกไม่ว่าจะเป็น Certificate ก็ตาม ไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นไม่มีคุณค่าหรือไม่เก่งเสมอไปครับ มีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้คนสอบไม่ผ่านมากมาย เช่น ตื่นเต้นหรือขาดประสบการณ์บางเรื่อง แต่เวลาทำงานคนๆนั้นกลับทำงานเก่งมากก็มีให้เห็นมากมายครับ หรือบางคนสอบหลายๆครั้งใน Certtificate ตัวเดิมกว่าจะผ่าน แต่กลายเป็นว่าคนๆนั้นได้เรียบรู้อะไรมากมายจากการสอบหลายครั้งเพราะได้เรียบรู้จุดอ่อนของตัวเองแล้วเอาไปเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองต่อจนกลายเป็นคีย์แมนสำคัญของทีมในเวลาต่อมาก็มี" ดังนั้นอย่าไปเอาเรื่องผลการสอบที่อาจจะไม่ผ่านมาตัดสินคุณค่าของตัวเองไปทั้งหมดเลยครับ เพราะว่าจะยิ่งทำให้ตื้นเต้นและไม่มีไอเดียในการสอบเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าผลสอบจะเป็นยังไงทุกคนย่อมมีคุณค่าในตัวเองเสมอครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราได้เรียนรู้อะไรจากการสอบในแต่ละครั้งและรู้ว่าต้องเติมเต็มอะไรที่ยังขาดไปมากกว่า ทำให้เต็มที่แต่ไม่ซีเรียสจนเกินไปจะส่งผลดีกว่าในเวลาสอบมากกว่าครับ (ข้อแนะนำนี้สำหรับคิดว่าน่าจะทำได้ยากที่สุดสำหรับหลายๆคน ผมเองก็เคยผ่านความรู้สึกนี้มาก่อนครับ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านนะครับ)

6. อย่าลืม Capture Screen ขั้นตอนสำคัญการหาช่องโหว่ระหว่างที่สอบให้ครบ

เพราะว่าจะต้องนำไปใช้ประกอบการเขียน Exam Report ให้เพียงพอในการอธิบายขั้นตอนการหาช่องโหว่แต่และประเด็น ส่วนตัวแนะนำให้ Capture Screen ไปเลยในตอนที่หาช่องโหว่ไปเลยครับเพราะถ้ามา Capture Screen ตอนหลังเวลาอาจจะไม่พอครับ เพราะถ้าครบเวลาที่เปิดให้ Access เข้า Exam Lab Environment แล้วระบบจะปิดและจะ Access เข้า Exam Lab Environment ไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับการสอบนั้นส่วนตัวคิดว่าไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปครับ แต่อาจจะต้องพลิกแพลงและคิดนอกกรอบ (Thinking Outside The Box) อยู่ประมาณนึงครับ ถ้าหากเรียนและฝึกตามคอร์สมาเพียงพอและครบถ้วน รวมถึงฝึก Lab ตั้งแต่ระดับ 1 (Weakest) ถึงระดับ 5 (Strongest) มาเพียงพอก็จะช่วยให้ลิกแพลงและคิดนอกกรอบ (Thinking Outside The Box) ได้ระหว่างที่สอบและมีโอกาสสอบผ่านได้ครับ

สำหรับผมหลังจาก Submit Exam Report ไปประมาณ 5–6 วันก็มีอีเมล์จากทาง TCM Security แจ้งกลับมาว่าได้แจ้งอัปเดตผลสอบใน Exam Platform ของทาง TCM Security ให้แล้ว ซึ่งผลออกมาว่า "Passed" ผมสอบ Practical AI Pentest Assocaiate (PAPA) Certificate "ผ่าน" ครับ :)

None

และก็จะไดัรับ Certificate และ Badge สวยๆตามรูปนี้ครับ

None
Practical AI Pentest Associate Badge
None
Practical AI Pentest Associate Certificate

บทสรุป

สำหรับความคิดเห็นของผม ถ้าใครอยากเริ่มต้นศึกษาหรือเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการทำ AI Penetration Testing แล้วละก็ Practical AI Pentest Assocaiate (PAPA) Certificate ของค่าย TCM Security ถือเป็นตัวเลือกที่ดีตัวเลือกหนึ่งที่ผมแนะนำครับ สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานเรื่อง AI มาก่อนก็สามารถศึกษาและเรียนรู้จากคอร์สมากับ Exam Voucher ได้ซึ่ง Instructor ของทาง TCM Security ออกแบบคอร์สมาได้ดีและสอนเข้าใจได้ไม่ยากจนเกินไป สามารถปูพื้นฐานความรู้เรื่อง AI ระดับพื้นฐานและการนำไปต่อยอดกับเรื่อง AI Penetration Testing ได้ และนอกความรู้ที่ได้รับแล้วยังช่วยพัฒนา Mindset ของการทำ AI Penetration Testing อีกด้วย เป็น Practical Certificate ด้าน AI Penetration Testing ตัวแรกๆที่ออกมาในตลาดและราคาไม่แรงมาก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดกับ Practical Certificate ด้าน AI Penetration Testing ตัวอื่นๆได้ต่อไปเป็นอย่างดีครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณน้องๆทีมงานของผมที่ทำให้เกิดแรงบันดาลทำให้ผมตัดสินใจเรียนและสอบ Certficate นี้จนสำเร็จตามเป้าหมายของ Journey นี้ครับ ผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจ Practical AI Pentest Assocaiate (PAPA) Certificate ของค่าย TCM Security ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบทสรุปนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและประสบความสำเร็จนะครับ